ขณะนี้คุณกำลังอ่าน:
วางแผนภาษี SME ให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง
คุณกำลังอยู่ที่ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ


ขณะนี้คุณกำลังอ่าน:
วางแผนภาษี SME ให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง
ภาษีสำหรับธุรกิจ อาจดูเป็นเรื่องซับซ้อนและเข้าใจยาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังไม่มั่นใจว่าควรจะต้องเริ่มต้นวางแผนภาษีอย่างไร หรือมีค่าใช้จ่ายใดบ้างที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ บทความนี้จึงขอแนะนำแนวทางการวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจ SME แบบเข้าใจง่าย พร้อมรายการค่าใช้จ่ายที่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย เพื่อช่วยให้คุณบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตอย่างมั่นคง
การวางแผนภาษี (Tax Planning) คือ กระบวนการที่ธุรกิจจัดการรายรับ รายจ่าย และโครงสร้างทางการเงินอย่างมีระบบ เพื่อให้สามารถลดภาระภาษีได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย การวางแผนภาษีที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์ภาระภาษีล่วงหน้า วางแผนการเงินได้แม่นยำ และใช้สิทธิ์ลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีได้อย่างถูกต้อง ส่งผลดีต่อกระแสเงินสด กำไร และความมั่นคงของกิจการในระยะยาว
ธุรกิจ SME มักมีทรัพยากรจำกัด ทั้งด้านเงินทุนและบุคลากร การวางแผนภาษีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานผิดพลาด
การวางแผนภาษีช่วยให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์ภาระภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดได้ล่วงหน้า ทำให้สามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสม ไม่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่แบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้สภาพคล่องทางการเงินของกิจการดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากการขาดทุนหมุนเวียน และช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนหรือขยายกิจการได้อย่างมั่นใจ
การวางแผนภาษีอย่างถูกต้องเปิดโอกาสให้ธุรกิจใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น ช่วยให้ธุรกิจจ่ายภาษีในอัตราที่เหมาะสม ไม่จ่ายเกินความจำเป็น และยังส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจในด้านต่างๆ ไปพร้อมกัน
การวางแผนภาษีช่วยให้ธุรกิจเตรียมเอกสารและข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการยื่นภาษีได้ครบถ้วนและตรงเวลา ลดความเสี่ยงจากการยื่นแบบผิดประเภท ตกหล่น หรือขาดเอกสารสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบย้อนหลังหรือถูกปรับจากกรมสรรพากร การเตรียมตัวล่วงหน้าจึงเป็นการป้องกันปัญหา ทางกฎหมายและช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่น
เมื่อธุรกิจสามารถลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้นทุนโดยรวมก็จะลดลง ส่งผลให้สามารถตั้งราคาสินค้าหรือบริการได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้แข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น ดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร การวางแผนภาษีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัด แต่ยังเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอีกด้วย
การเข้าใจประเภทภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ SME เป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการเงินได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากการผิดกฎหมาย และใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่
สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิของกิจการ โดยทั่วไปมีอัตราอยู่ที่ 15–20% ขึ้นอยู่กับรายได้และเงื่อนไขของกิจการ การยื่นภาษีแบ่งเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบครึ่งปี ยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.51 และรอบสิ้นปี ยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.50 ธุรกิจ SME ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี อาจได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีบางส่วน เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิ 150,000 บาทแรก
สำหรับธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย หรือร้านค้าขนาดเล็ก เจ้าของกิจการจะต้องเสียภาษีในฐานะบุคคลธรรมดา โดยใช้แบบฟอร์ม ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 การคำนวณภาษีจะใช้ระบบขั้นบันไดตามรายได้ และสามารถหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้ตาม ประเภทที่ 8 ของรายได้พึงประเมินซึ่งครอบคลุมถึงรายได้จากการประกอบกิจการทั่วไป
เป็นภาษีที่ผู้จ่ายเงินต้องหักไว้ล่วงหน้าก่อนจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง เช่น หากจ้างฟรีแลนซ์ทำงานในราคา 20,000 บาท จะต้องหักภาษี 3% = 600 บาท และนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน ผู้รับเงินสามารถนำยอดที่ถูกหักไปใช้เป็นเครดิตภาษี ตอนยื่นแบบฯ ประจำปีได้ ซึ่งช่วยลดภาระภาษีที่ต้องจ่ายในรอบปีนั้น
ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเรียกเก็บ VAT จากผู้บริโภคในอัตรา 7% ของยอดขาย ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรตามรอบบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับหรือการตรวจสอบย้อนหลัง
ภาษีประเภทนี้จะจัดเก็บเฉพาะบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร โรงรับจำนำ หรือธุรกิจให้กู้เงิน โดยมีอัตราภาษีเฉลี่ยประมาณ 3.3% ของรายได้ การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจะขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการและประเภทบริการที่ให้แก่ลูกค้า ซึ่งต้องตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละประเภทธุรกิจ
เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการทำเอกสารทางธุรกิจ เช่น สัญญาเช่าที่ สัญญากู้ยืมเงิน และหนังสือมอบอำนาจ ผู้ประกอบการ SME ต้องตรวจสอบว่าเอกสารใดเข้าข่ายต้องเสียอากรแสตมป์ และชำระภาษีตามอัตราที่กำหนด เพื่อให้เอกสารมีผลทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และไม่เสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธในทางกฎหมาย

การจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษี เช่น บิลค่าใช้จ่าย ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน และแบบฟอร์มยื่นภาษี เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ช่วยให้การคำนวณภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและครบถ้วน ลดความเสี่ยงจากการตกหล่นหรือยื่นผิดแบบ และยังช่วยให้สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้เต็มที่
การบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี ไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นภาพรวมทางการเงินได้ชัดเจน แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการคำนวณภาษีอย่างแม่นยำ ช่วยให้การยื่นแบบภาษีเป็นไปอย่างราบรื่น และลดโอกาสในการถูกตรวจสอบย้อนหลัง
การบริหารจัดการรายรับและรายจ่ายอย่างมีระบบ ช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องทางการเงิน และสามารถวางแผนภาษีล่วงหน้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในการควบคุมต้นทุน และอาจส่งผลให้สามารถลดฐานภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ผู้ประกอบการ SME ควรตรวจสอบว่าธุรกิจของตนมีสิทธิ์ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ตามมาตรการของภาครัฐหรือ BOI หรือไม่ เช่น การลงทุนในเทคโนโลยี การฝึกอบรมพนักงาน หรือการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ การใช้สิทธิ์เหล่านี้จะช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้โปรแกรมบัญชีหรือที่ปรึกษาทางภาษี เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้การบริหารภาษีเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรู้ด้านบัญชีมากนัก เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้การจัดการเอกสาร การคำนวณ และการยื่นแบบภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและประหยัดเวลา
โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK เครื่องมือที่ช่วยให้การจัดการบัญชี การเงิน และภาษีเป็นเรื่องง่าย ด้วยเทคโนโลยี AI, API และ OCR ที่ทันสมัย PEAK ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดการงานบัญชีและภาษีหลังบ้านได้โดยอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพ ช่วยสรุปและวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร กระแสเงินสด สินค้าขายดี หรือกลุ่มลูกค้ารายใหญ่แบบ Real-Time เพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำและรวดเร็ว
ธุรกิจ SME ที่มีการจัดฝึกอบรมหรือพัฒนาทักษะให้กับพนักงาน สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเป็น 2 เท่า แต่มีเงื่อนไขสำคัญ คือ
สิทธิประโยชน์นี้ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจลงทุนในทรัพยากรบุคคลอย่างต่อเนื่อง
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี หรือกระบวนการผลิต สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน หรือสูงสุดถึง 2 เท่า แต่มีเงื่อนไขสำคัญ คือ
สิทธิประโยชน์นี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถลงทุนในนวัตกรรมได้อย่างคุ้มค่า
ธุรกิจที่ลงทุนในอุปกรณ์หรือระบบเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ หรือระบบอัตโนมัติ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ เพิ่มเป็น 2 เท่า แต่มีเงื่อนไขสำคัญ คือ
สิทธิประโยชน์นี้ช่วยลดต้นทุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี และส่งเสริมการปรับตัวสู่ธุรกิจดิจิทัล
ธุรกิจที่จ้างพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็น 2 เท่า แต่มีเงื่อนไขสำคัญ คือ
สิทธิประโยชน์นี้ช่วยส่งเสริมการจ้างงานอย่างเท่าเทียม และลดภาระภาษีให้กับธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
การวางแผนภาษีสำหรับ SME ไม่ใช่เรื่องยาก หากเข้าใจหลักการและใช้สิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ลดภาระภาษี และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลอ้างอิง