

ลงทุนในกองทุน United CIO Income Fund และ United CIO Growth Fund บริหารกองทุนโดย Chief Investment Officer จาก UOB Private Bank
เพิ่มเติม
แอปธนาคารที่ให้คุณจัดการทุกธุรกรรมได้ง่าย ทั้งโอนเงิน จ่ายบิล ดู eStatement แลกคะแนน ติตตาม
ดีลต่างๆ และลงทุนในกองทุน
คุณกำลังอยู่ที่ ลูกค้าบุคคลทั่วไป
 AppleWebKit/537.36 (KHTML, like Gecko) Chrome/63.0.3239.84 Safari/537.36)

|
กรณีผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่1
|
ตั้งแต่วันครบรอบปีกรมธรรม์ที่อายุครบ 60-85 ปี
|
|
กรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต2
|
หมายเหตุ: |
อายุรับประกันภัย
ระยะเวลาเอาประกันภัย
ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย
จำนวนเงินเอาประกันภัย
งวดการชำระเบี้ยประกันภัย
ประเภทใบสมัคร
การตรวจสุขภาพ:
การร้องเรียนของผู้เอาประกันภัย
ผู้เอาประกันภัยสามารถร้องเรียนได้ที่หน่วยงาน ดังต่อไปนี้
ผลประโยชน์ด้านภาษี:
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญสามารถนำมาใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้สุงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี หรือสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี (ในกรณีที่ไม่มีเบี้ยประกันชีวิตแบบอื่นๆ) แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนประเภทเดียวกันอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ตมกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เงินลงทุนกองทุน SSF และกองทุน RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท (ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร)
ธนาคารยูโอบี ในฐานะนายหน้าประกันชีวิต ใบอนุญาตเลขที่ ช00026/2545 ทำหน้าที่เสนอผลิตภัณฑ์ และเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันภัยเท่านั้น โดยบมจ. พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จะเป็นผู้รับผิดชอบในเงื่อนไขความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
อายุ 30 - 55 ปี
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญสามารถนำไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี หรือสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี (ในกรณีที่ไม่มีเบี้ยประกันชีวิตแบบอื่นๆ) แต่ไม่เกินร้อยละ 15% ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนประเภทเดียวกันอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข กองทุนสงเคราะห์ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินลงทุนกองทุน RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ชำระเบี้ยจนถึงอายุ 60 ปี
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญสามารถนำไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี หรือสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี (ในกรณีที่ไม่มีเบี้ยประกันชีวิตแบบอื่นๆ) ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
- เบี้ยประกันภัยของสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพ สามารถนำมาใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (ทั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร)
ฝากข้อมูล
เพื่อติดต่อกลับ
เราใช้คุกกี้จำเป็นและคุกกี้บุคคลภายนอกเพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของท่าน การเรียกดูไซต์นี้ต่อไปแสดงว่าคุณยอมรับการใช้งานของเรา