โครงการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยธนาคารยูโอบี

บัตรเครดิตยูโอบี บัญชียูโอบีแคชพลัส สินเชื่อบุคคลไอแคช

โครงการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19

 

บัตรเครดิตยูโอบี และ บัญชียูโอบีแคชพลัส

  1. ปรับลดอัตราผ่อนชําระคืนขั้นตํ่าให้ลูกค้าบัตรเครดิตยูโอบีและแคชพลัสทุกท่าน โดยไม่ต้องติดต่อธนาคาร เพื่อช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระของลูกค้าที่อาจได้รับผลกระทบ
  2. พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 3 รอบบัญชี
  3. เข้าร่วมโปรแกรมผ่อนชำระนานสูงสุด 48 งวด (ลูกค้าต้องมีสถานะบัญชีเป็นปกติเท่านั้น)

 

สินเชื่อบุคคลไอแคช

  1. พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน (คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ)

 

เอกสารประกอบการพิจารณา

  1. กรอกแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแจ้งความจำนงขอรับความช่วยเหลือ (ลูกค้าที่ขอเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. 2563 โดยต้องกรอกแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์นี้เท่านั้น ธนาคารจะไม่พิจารณาหากลูกค้าใช้แบบฟอร์มประเภทอื่น)
  2. สำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง
  3. สำเนาเอกสารอื่นๆ เพื่อประกอบการพิจารณาว่าลูกค้าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์

 

ลูกค้าสามารถแจ้งความจำนงในการขอรับความช่วยเหลือนี้ได้โดย

  1. กรอกแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ คลิกที่นี่
  2. อัพโหลดสำเนาบัตรประชาชน พร้อมลงลายมือชื่อ และเอกสารอื่นๆ เพื่อประกอบการพิจารณา โดยท่านจะต้องอัพโหลดเป็นไฟล์เดียวกัน ไฟล์สกุลใดก็ได้ (เช่น .doc .ppt .pdf .jpg .gif, etc โดยขนาดไม่เกิน 3 MB)
  3. คลิกเพื่อรับรองข้อมูลและความถูกต้องที่ท่านกรอก และ คลิกปุ่ม ตกลงเพื่อส่งคำร้อง
  4. ธนาคารจะแจ้งผลการพิจารณาผ่านทาง SMS ให้ท่านทราบ

 

หมายเหตุ: ลูกค้าจะได้รับการพิจารณาเป็นรายๆ โดยพิจารณาจากผลกระทบเป็นสำคัญ • ลูกค้าที่ได้รับการช่วยเหลือตามแต่ละโครงการจะมีผลในรอบบัญชีถัดไป เนื่องจากระบบจะทำงานตามการตัดรอบบัญชี (cycle cut) • ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข

ท่านสามารถตรวจสอบสถานะใบสมัครด้วยตัวท่านเองผ่านทาง SMS โดยพิมพ์ FAPCC (สำหรับบัตรเครดิต) หรือ FAPCP ( สำหรับบัญชีแคชพลัส) หรือ FAPIC (สำหรับสินเชื่อไอแคช) แล้วส่ง SMS ด้วยหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ท่านลงทะเบียนไว้กับทางธนาคาร มาที่ 4545111

หากท่านมีข้อสงสัย ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ข้อมูลถาม-ตอบ หรือ ติดต่อ UOB Call Centre 0 2285 1555 เลือกภาษา เมื่อเข้าสู่เมนูหลัก กด 0 และตามด้วย กด 3

ลูกค้าสินเชื่อบ้าน

โครงการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19

 

 

เอกสารประกอบการพิจารณา

  1. กรอกแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแจ้งความจำนงขอรับความช่วยเหลือ (ลูกค้าที่ขอเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. 2563 โดยต้องกรอกแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์นี้เท่านั้น ธนาคารจะไม่พิจารณาหากลูกค้าใช้แบบฟอร์มประเภทอื่น)
  2. สำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง
  3. สำเนาเอกสารอื่นๆ เพื่อประกอบการพิจารณาว่าลูกค้าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์

 

ลูกค้าสามารถแจ้งความจำนงในการขอรับความช่วยเหลือนี้ได้โดย

  1. กรอกแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ คลิกที่นี่
  2. สำหรับข้อมูลลูกค้า กรุณากรอกเฉพาะข้อมูลผู้กู้หลักเท่านั้น และลูกค้าต้องกรอกข้อมูลเลขที่บัญชีสินเชื่อบ้านให้ครบถ้วน
  3. อัพโหลดสำเนาบัตรประชาชน พร้อมลงลายมือชื่อ และเอกสารอื่นๆ เพื่อประกอบการพิจารณา โดยท่านจะต้องอัพโหลดเป็นไฟล์เดียวกัน ไฟล์สกุลใดก็ได้ (เช่น .doc .ppt .pdf .jpg .gif, etc โดยขนาดไม่เกิน 3 MB)
  4. คลิกเพื่อรับรองข้อมูลและความถูกต้องที่ท่านกรอก และ คลิกปุ่ม ตกลงเพื่อส่งคำร้อง
  5. ธนาคารจะแจ้งผลการพิจารณาผ่านทาง SMS ให้ท่านทราบ

 

หมายเหตุ: ลูกค้าจะได้รับการพิจารณาเป็นรายๆ โดยพิจารณาจากผลกระทบเป็นสำคัญ • ลูกค้าที่ได้รับการช่วยเหลือตามแต่ละโครงการจะมีผลในงวดการผ่อนชำระถัดไป • ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข

ท่านสามารถตรวจสอบสถานะใบสมัครด้วยตัวท่านเองผ่านทาง SMS โดยพิมพ์ FAPHL แล้วส่ง SMS ด้วยหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ท่านลงทะเบียนไว้กับทางธนาคาร มาที่ 4545111

หากท่านมีข้อสงสัย ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ข้อมูลถาม-ตอบ หรือ ติดต่อ UOB Call Centre 0 2285 1555 เลือกภาษา เมื่อเข้าสู่เมนูหลัก กด 0 และตามด้วย กด 3

สินเชื่อลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี และลูกค้าองค์กร

โครงการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19

สืบเนื่องจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ขยายวงกว้างและมีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) (“ธนาคาร”) จึงขอแจ้งมาตรการความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว (“ลูกค้า”) โดยลูกค้าของธนาคารจะได้รับสิทธิชะลอการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือนโดยอัตโนมัติ สำหรับงวดการชำระตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2563 เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาการขาดสภาพคล่องของภาคธุรกิจ และเป็นการลดภาระการชำระหนี้ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

คุณสมบัติของลูกค้าที่ได้รับสิทธิตามมาตรการชะลอการชำระหนี้

  • เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีสถานประกอบการและประกอบธุรกิจในประเทศไทย
  • มีวงเงินสินเชื่อนับรวมทั้งกลุ่มธุรกิจของผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีกับธนาคารไม่เกิน 100 ล้านบาท (Cash Limit) ตามวิธีการจัดกลุ่มของธนาคาร (ไม่นับรวมวงเงินตามภาระผูกพัน วงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ วงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิต)
  • ไม่เป็น NPL ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562
  • มียอดหนี้คงค้างกับธนาคาร ณ วันที่ 19 เมษายน 2563 ซึ่งใช้เป็นยอดหนี้ในการตั้งชะลอการชำระหนี้

 

แนวทางการชะลอการชำระหนี้ และกรอบระยะเวลา

  • ลูกค้าซึ่งมีคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วนจะได้รับสิทธิเข้าร่วมมาตรการชะลอชำระเงินต้นและดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติโดยมิต้องแจ้งขอรับสิทธิมายังธนาคาร
  • กำหนดระยะเวลาการชะลอการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน ระหว่างวันที่ 23 เมษายน 2563 จนถึง 22 ตุลาคม 2563 ลูกค้าที่ได้รับสิทธิชะลอการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยจะไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ และไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต
  • การชะลอการชำระหนี้ดังกล่าวไม่รวมถึงกรณีที่ท่านได้โอนสิทธิการรับเงินจากลูกหนี้แห่งสิทธิให้แก่ธนาคารเพื่อชำระหนี้ ซึ่งธนาคารในฐานะผู้รับโอนสิทธิการรับเงินดังกล่าวยังสามารถนำเงินที่ได้รับมาจากลูกหนี้แห่งสิทธิมาตัดชำระหนี้ได้ตามปกติ

 

การคิดดอกเบี้ยและการดำเนินการอื่นๆ ตามมาตรการชะลอการชำระหนี้

  • ในช่วงระยะเวลาการชะลอหนี้ ธนาคารจะไม่นำส่งใบแจ้งยอดภาระหนี้ที่ถึงกำหนดชำระให้กับท่าน
  • สำหรับลูกค้าที่มีการออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้า (Post-Dated Cheque) เพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บในวันครบกำหนดหรือมีคำสั่งให้ธนาคารหักบัญชีเงินฝากเพื่อชำระหนี้อัตโนมัติ (Auto Debit) ธนาคารจะยกเลิกการการดำเนินการในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
  • มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการชะลอการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับลูกค้า ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ธนาคารยังคงใช้สิทธิตามกฎหมายในการคิดดอกเบี้ยในอัตราปกติตามสัญญาอย่างต่อเนื่อง
  • เมื่อพ้นระยะเวลาการชะลอหนี้ ท่านยังคงมีภาระหน้าที่ในการชำระหนี้ให้กับธนาคาร โดยค่างวดผ่อนชำระอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเงินต้นและดอกเบี้ยที่ได้ชะลอการชำระหนี้จะถูกนำมารวมในค่างวดผ่อนชำระด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งตามที่จะได้ตกลงกับธนาคารต่อไป

 

กรณีที่ท่านมีความประสงค์จะชำระหนี้ในระหว่างช่วงเวลาที่ได้รับสิทธิการชะลอการชำระหนี้ สามารถดำเนินการดังนี้

  • ติดต่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ดูแลท่าน เพื่อให้แจ้งภาระหนี้
  • สามารถชำระหนี้ ผ่านสาขา หรือช่องทางการรับชำระเงินอื่นๆ ของธนาคาร
  • ธนาคารไม่สามารถดำเนินการเรียกเก็บเช็คลงวันที่ล่วงหน้า (Post-Dated Cheque) หรือหักบัญชีเงินฝากเพื่อชำระเงินกู้ของท่านอัตโนมัติ (Auto Debit) ในช่วงระยะเวลาการชะลอการชำระหนี้ดังกล่าว
  • ทั้งนี้ การชำระหนี้ในระหว่างช่วงเวลาที่ได้รับสิทธิชะลอการชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นของท่าน จะไม่ถือเป็นการสละสิทธิในการได้รับการชะลอชำระหนี้ที่ท่านได้รับสิทธิไปแล้วแต่ประการใด

 

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาชะลอการชำระหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบวิสาหกิจ

ลูกค้าจะกลับมาชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขตามสัญญาหรือข้อตกลงการให้สินเชื่อเดิม ทั้งนี้ กรณีลูกค้ามีความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม ธนาคารจะพิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า โดยลูกค้าสามารถขอแบ่งชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงชะลอการชำระหนี้ได้สูงสุด 6 เดือน

 

กรณีที่ท่านมีความประสงค์ไม่ขอรับสิทธิการชะลอการชำระหนี้

  • กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ดูแลท่าน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ UOB Biz Contact Centre โทร. 0 2343 3555 หรือ อีเมล BusinessBanking.ServiceCentre@uob.co.th

 

กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสินเชื่อของท่าน
หรือ UOB Biz Call Centre โทร 02 343 3555
หรือ UOB Call Centre โทร 02 285 1555
หรือ อีเมล BusinessBanking.ServiceCentre@uob.co.th

หมายเหตุ: ธนาคารจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าเป็นรายๆตามความเหมาะสม ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข

ถาม-ตอบ

  1. ผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือในครั้งนี้มีอะไรบ้าง?
    • บัตรเครดิต UOB, บัตรเครดิต TMRW, บัญชี UOB Cash Plus, สินเชื่อบุคคล i-Cash และ สินเชื่อบ้าน
  2. คุณสมบัติของลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ?
    • ลูกค้าบัตรเครดิต UOB, บัตรเครดิต TMRW, บัญชี UOB Cash Plus, สินเชื่อบุคคล i-CASH และ สินเชื่อบ้าน ธนาคารยูโอบี ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจทุกคนสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ โดยไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำในด้านระยะเวลาของการเป็นลูกค้าหรือวงเงินต่อบุคคล
    • ลูกค้าที่เป็นกลุ่มหนี้เสียในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารเปิดโครงการช่วยเหลือ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้เช่นกัน โดยธนาคารจะมีโปรแกรมที่แตกต่างกันไปสำหรับผู้กู้แต่ละกลุ่ม
    • ลูกค้า สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทุกผลิตภัณฑ์และทุกบัญชีที่ธนาคารเปิดโครงการช่วยเหลือ โดยเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน
  3. ขั้นตอนการสมัครและแจ้งผลเป็นอย่างไร?
    • ท่านสามารถสมัครโดยกรอกแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ และอัพโหลดสำเนาบัตรประชาชนพร้อมเอกสารประกอบการพิจารณา รวมเป็นไฟล์เดียวกัน ผ่านช่องทาง www.uob.co.th/covid19fap
    • ท่านสามารถตรวจสอบสถานะการสมัครด้วยตัวท่านเอง โดยพิมพ์ข้อความตามด้านล่างนี้ แล้วส่ง SMS ด้วยหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ท่านลงทะเบียนไว้กับทางธนาคาร และส่งมาที่ 4545111
      • บัตรเครดิต พิมพ์ FAPCC
      • บัญชีแคชพลัส พิมพ์ FAPCP
      • สินเชื่อบุคคล i-Cash พิมพ์ FAPIC
      • สินเชื่อบ้าน พิมพ์ FAPHL
    • เมื่อใบสมัครของท่านได้รับการอนุมัติ ธนาคารจะมี SMS แจ้งให้ท่านทราบ
  4. ระยะเวลาของโครงการช่วยเหลือ?
    • ลูกค้าสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่ วันที่ 1 เม.ย. – 30 มิถุนายน 2563 (หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงจากธนาคาร)
  5. ลูกค้าจะได้รับการช่วยเหลืออย่างไรจากการขอเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือดูแลนี้?
    • บัตรเครดิต UOB และ บัตรเครดิต TMRW:
      1. ปรับลดอัตราชำระคืนขั้นต่ำให้แก่ลูกค้าบัตรเครดิตทุกท่าน จากเดิม 10% ของยอดใช้จ่าย เป็น
        • 5% ในปี พ.ศ. 2563 – 2564
        • 8% ในปี พ.ศ. 2565
        • 10% ในปี พ.ศ. 2566 และปีถัดไป
        แต่ทั้งนี้ ยอดชำระคืนขั้นต่ำจะต้องไม่น้อยกว่า 1,000 บาท (ตั้งแต่ 1 พ.ค. 2563 เป็นต้นไป ธนาคารฯ ยกเลิกกำหนดยอดชำระคืนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1,000 บาท)
      2. พักชำระงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 รอบบัญชี** หรือ
      3. เปลี่ยนยอดเงินต้นคงค้างเป็นรายการผ่อนชำระสูงสุด 48 งวด* (ลูกค้าต้องมีสถานะบัญชีเป็นปกติเท่านั้น)
    • บัญชี UOB Cash Plus:
      1. ปรับลดอัตราชำระคืนขั้นต่ำให้แก่ลูกค้าบัญชี UOB Cash Plus ทุกท่าน จากเดิม 5% ของยอดใช้จ่าย เป็น
        • 2.5% ในปี พ.ศ. 2563 – 2565
        • 5% ในปี พ.ศ. 2566 และปีถัดไป
        แต่ทั้งนี้ ยอดชำระคืนขั้นต่ำจะต้องไม่น้อยกว่า 500 บาท (ตั้งแต่ 1 พ.ค. 2563 เป็นต้นไป ธนาคารฯ ยกเลิกกำหนดยอดชำระคืนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 500 บาท)
      2. พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 รอบบัญชี** หรือ
      3. เปลี่ยนยอดเงินต้นคงค้างเป็นรายการผ่อนชำระสูงสุด 48 งวด* (ลูกค้าต้องมีสถานะบัญชีเป็นปกติเท่านั้น)
    • สินเชื่อบุคคล i-CASH:
      1. พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน***
    • สินเชื่อบ้าน:
      1. พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน***
      2. พักชำระเงินต้น โดยชำระเฉพาะดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 12 เดือน****
    Remark:
    *สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบและแจ้งความจำนง พร้อมได้รับอนุมัติจากธนาคารเท่านั้น
    **สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบและแจ้งความจำนง พร้อมได้รับอนุมัติจากธนาคารเท่านั้น ทั้งนี้การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาผ่อนผันนี้จะยังคงมีการคิดดอกเบี้ยตามปกติ
    ***ทั้งนี้การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาผ่อนผันนี้จะยังคงมีการคิดดอกเบี้ยในอัตราตามสัญญาเดิมปกติ โดยหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาพักชำระ ค่างวดสำหรับงวดที่เหลืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ย/เงินต้นที่เกิดขึ้นในระหว่างการพักชำระค่างวดดังกล่าวทั้งนี้หากลูกค้าชำระเข้ามาในช่วงพักชำระ ก็จะนำไปชำระดอกเบี้ยและเงินต้นตามปกติ
    ****ในช่วงการพักชำระเงินต้น โดยชำระเฉพาะดอกเบี้ยนาน 12 เดือน ลูกค้าจะชำระแต่เฉพาะยอดดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนเท่านั้น โดยหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาพักชำระ ค่างวดสำหรับงวดที่เหลืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับเงินต้นในช่วงที่พักชำระ และการชำระดอกเบี้ยของท่านในระหว่าง 12 เดือนดังกล่าว ทั้งนี้ในช่วงพักชำระ หากลูกค้าชำระเข้ามาเกินกว่ายอดดอกเบี้ย ส่วนที่เกินจะนำไปตัดชำระเงินต้น
  6. รายการผ่อนชำระรายเดือนเรียกเก็บยังไง?
    • รายการผ่อนชำระรายเดือนยังเรียกเก็บปกติตามยอดชำระรายเดือน สำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ลูกค้าไม่จำเป็นต้องชำระยอดผ่อนชำระรายเดือนในระหว่างเข้าร่วมโครงการ
  7. เมื่อเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือแล้วลูกค้าต้องจ่ายอย่างไรทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย?
    • บัตรเครดิต UOB, บัตรเครดิต TMRW, บัญชี UOB Cash Plus: กรณีพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ลูกค้าไม่ต้องชำระทั้งยอดเงินต้นและดอกเบี้ย โดยไม่มีผลค้างชำระ แต่ระบบยังคงคำนวณดอกเบี้ยตามปกติ เมื่อสิ้นสุดเวลาตามกำหนดพักชำระ ลูกค้าต้องชําระยอดขั้นตํ่าหรือยอดเต็มจำนวนที่เคยชําระอยู่ เพื่อรักษาสถานะบัตรให้เป็นปกติ
    • สินเชื่อ i-CASH และสินเชื่อบ้าน: กรณีพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ลูกค้าไม่ต้องชำระทั้งยอดเงินต้นและดอกเบี้ย โดยไม่มีผลค้างชำระ แต่ระบบยังคงคำนวณดอกเบี้ยตามปกติ เมื่อสิ้นสุดเวลาตามกำหนด ค่างวดอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับดอกเบี้ย/เงินต้นในช่วงเวลาดังกล่าว
    • สินเชื่อบ้าน: กรณียกเว้นการชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน ลูกค้าไม่ต้องชำระทั้งยอดเงินต้นและดอกเบี้ย โดยไม่มีผลค้างชำระ แต่ระบบยังคงคำนวณดอกเบี้ยในอัตราตามสัญญาเดิมปกติ โดยหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาพักชำระ ค่างวดสำหรับงวดที่เหลืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ย/เงินต้นที่เกิดขึ้นในระหว่างการพักชำระค่างวดดังกล่าว ทั้งนี้หากลูกค้าชำระเข้ามาในช่วงพักชำระ ก็จะนำไปชำระดอกเบี้ยและเงินต้นตามปกติ
    • สินเชื่อบ้าน: ในช่วงการพักชำระเงินต้น โดยชำระเฉพาะดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 12 เดือน ลูกค้าจะชำระแต่เฉพาะยอดดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนเท่านั้น โดยหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาพักชำระ ค่างวดสำหรับงวดที่เหลืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับเงินต้นในช่วงที่พักชำระ และการชำระดอกเบี้ยของท่านในระหว่าง 12 เดือนดังกล่าว ทั้งนี้ในช่วงพักชำระ หากลูกค้าชำระเข้ามาเกินกว่ายอดดอกเบี้ย ส่วนที่เกินจะนำไปตัดชำระเงินต้น
  8. ระหว่างการพักชำระยอดที่ต้องจ่ายในโครงการช่วยเหลือนี้ การคิดดอกเบี้ยเป็นอย่างไร?
    • บัตรเครดิต UOB, บัตรเครดิต TMRW,บัญชี UOB Cash Plus, สินเชื่อ i-CASH และสินเชื่อบ้าน: ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างการพักชำระยอด ระบบจะนำไปพักแยกไว้ เมื่อจบโครงการช่วยเหลือแล้ว ลูกค้าสามารถกลับมาชำระต่อ โดยดอกเบี้ยที่คิดจะคิดจากเงินต้นคงเหลือของลูกค้า (ไม่นำยอดดอกเบี้ยค้างจ่ายมาคิดดอกเบี้ยทบดอกเบี้ยอีก)
    • สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตที่มีประวัติชำระเต็มจำนวนและเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ ลูกค้าไม่ต้องชำระทั้งยอดเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ระบบยังคงคำนวณดอกเบี้ยตามปกติ ดอกเบี้ยจะคำนวณจากทุกรายการซื้อสินค้าและบริการที่ยังไม่ได้ชำระเงิน โดยดอกเบี้ยจะคิดตั้งแต่วันที่บันทึกรายการจนถึงวันที่ลูกค้าชำระเต็มจำนวน ท่านสามารถดูตัวอย่างการคำนวนดอกเบี้ยจากตัวอย่างการคำนวนดอกเบี้ยบัตรเครดิต
  9. กรณีสมัครเข้าร่วมโปรแกรมผ่อนชำระนานสูงสุด 48 งวด จะต้องชำระเงินยังไง แล้วหลังร่วมโครงการยังสามารถใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าได้อยู่หรือไม่
    • สำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมผ่อนชำระนานสูงสุด 48 งวด ทางธนาคารจะเปลี่ยนยอดเงินต้นคงค้างที่เกิดจากทั้งยอดใช้จ่ายซื้อสินค้าและยอดกดเงินสดที่เรียกเก็บในใบแจ้งยอดบัญชีงวดล่าสุด โดยยอดนี้จะไม่รวมดอกเบี้ย, ค่าธรรมเนียมและรายการผ่อนชำระรายเดือนที่เกิดขึ้นก่อนเข้าร่วมโครงการ โดยธนาคารจะเปลี่ยนยอดเงินต้นคงค้างดังกล่าวเป็นยอดแบ่งชำระรายเดือน ดังนี้
      ยอดเงินต้นคงค้าง
      ระยะเวลาแบ่งชำระรายเดือน
      3,000 - 14,999 บาท 12 เดือน
      15,000 - 29,999 บาท 24 เดือน
      30,000 - 49,999 บาท 36 เดือน
      >= 50,000 บาท 48 เดือน
    • การเปลี่ยนยอดคงค้างเป็นยอดผ่อนชำระนานสูงสุด 48 เดือนนั้น อาจมียอดคงค้างบางส่วนที่ไม่สามารถนำมาร่วมรายการได้ ซึ่งยอดคงค้างนั้นจะถูกเรียกเก็บตามปกติ (ขั้นต่ำ 5% สำหรับบัตรเครดิตยูโอบี, 2.5% สำหรับบัญชียูโอบีแคชพลัส) นอกเหนือจากค่างวดของยอดผ่อนชำระภายใต้โครงการนี้ ในกรณีที่ท่านชำระไม่เต็มจำนวนที่เรียกเก็บในใบแจ้งยอดบัญชีถัดไป อาจทำให้มีดอกเบี้ยเกิดขึ้นได้
    • คะแนนสะสมหรือเครดิตเงินคืนที่ท่านได้รับจากยอดคงค้างที่เข้าร่วมโปรแกรมผ่อนชำระนี้ จะถูกหักออกทั้งหมดในวันที่โปรแกรมได้รับการอนุมัติ
    • หลังจากร่วมโปรแกรมเปลี่ยนยอดคงค้างเป็นยอดชำระ 48 เดือนแล้ว ลูกค้ายังคงสามารถใช้บัตรเครดิตยูโอบีหรือบัญชียูโอบีแคชพลัสได้ตามปกติ ยอดที่เกิดขึ้นใหม่จะถูกคำนวนยอดชำระขั้นต่ำที่ 5%สำหรับบัตรเครดิตยูโอบี หรือ 2.5% สำหรับบัญชียูโอบีแคชพลัส
  10. สมัครเข้าโครงการเรียบร้อยแล้วสามารถยกเลิกได้หรือไม่?
    • บัตรเครดิต UOB, บัญชี UOB Cash Plus: หากลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้วต่อมาภายหลังมีความสามารถในการชำระ ก็สามารถจ่ายเงินชำระยอดคงค้างเข้ามาได้ตามปกติ การเข้าโครงการลูกค้าจะได้รับใบแจ้งยอด (Billing statement) สรุปยอดตามรอบบิลเป็นปกติ เพียงแต่ไม่ต้องชำระหนี้เข้ามาและธนาคารไม่ถือว่าเป็นการผิดนัดชำระ แต่หากเปลี่ยนใจก็สามารถชำระเงินเข้ามาตามยอดเรียกเก็บในใบแจ้งยอด (Billing statement) ซึ่งระบบก็จะไปหักลดยอดหนี้ตามปกติ
    • สินเชื่อ i-CASH และสินเชื่อบ้าน: หากลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้วต่อมาภายหลังมีความสามารถในการชำระ ก็สามารถจ่ายเงินชำระยอดคงค้างเข้ามาได้ ซึ่งระบบจะนำไปหักชำระค่างวดตามปกติ
  11. ถ้าเข้าโครงการแล้วจะสามารถกู้สินเชื่อประเภทอื่นเพิ่มในช่วงพักชำระหนี้ได้หรือไม่และสินเชื่อใหม่ที่กู้เพิ่มสามารถใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือได้หรือไม่?
    • ลูกค้าสามารถสมัครสินเชื่ออื่นๆ เพิ่มเติมได้ตามปกติ แต่การพิจารณาอนุมัติขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของธนาคาร โดยจะมีการพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้คืน และหลักเกณฑ์อื่นๆของธนาคาร
  12. สามารถขอร่วมโครงการช่วยเหลือดูแลได้กี่ครั้ง?
    • ลูกค้าสามารถเข้าร่วมได้ 1 ครั้งต่อ 1 ผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ในกรณีที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ธนาคารจะทำการพิจารณาเป็นกรณีๆไป
  13. หากเคยเข้าโครงการช่วยเหลือก่อนหน้านี้แล้ว ยังสามารถสมัครหรือขอเปลี่ยนแปลงสิทธิมาเข้าโครงการช่วยเหลือครั้งนี้ได้หรือไม่?
    • ลูกค้าสามารถขอสมัครเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือในครั้งนี้ได้ตามความจำเป็นของลูกค้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาของธนาคารเนื่องจากโครงการช่วยเหลือก่อนหน้าอาจมีความทับซ้อนหรือเงื่อนไขที่หลากหลาย
  14. หากเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือจะมีปัญหา NCB (เครดิตบูโร) หรือติด Blacklist ในข้อมูลของทางธนาคารหรือไม่?
    • ขึ้นอยู่กับสถานะบัญชีของลูกค้าก่อนเข้าร่วมโครงการ หากก่อนหน้าเข้าร่วมโครงการมีสถานะปกติ (ไม่มีสถานะ หนี้ค้างชำระ หนี้เสีย หรือ NPL ณ วันที่เข้าร่วมโครงการ) เมื่อเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือในครั้งนี้ และสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระตามแต่ละประเภทได้อย่างปกติตามตกลงลูกค้าจะไม่ติด Blacklist ไม่มีผลในเรื่องการค้างชำระ และไม่มีประวัติเสียใน NCB (เครดิตบูโร)
    • กรณีที่ลูกค้ามีประวัติหรือสถานะ หนี้ค้างชำระ หนี้เสีย NPL หรือ Black List ก่อนเข้าร่วมโครงการ เมื่อจบโครงการช่วยเหลือแล้วสถานะจะยังคงเป็นสถานะเดิม
  15. ช่วงที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับใบแจ้งยอดบัญชีไหม?
    • สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารยูโอบี และ บัญชียูโอบี แคชพลัส ยังคงได้รับใบแจ้งยอดบัญชีตามปกติ สำหรับสินเชื่อ I-Cash จะไม่มีใบแจ้งยอดบัญชีส่งหาลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย
    • สำหรับลูกค้าสินเชื่อบ้าน หากท่านเข้าร่วมโครงการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน จะไม่มีใบแจ้งยอดบัญชีส่งหาลูกค้าระหว่างเข้าร่วมโครงการ แต่สำหรับท่านที่ร่วมโครงการพักชำระเงินต้น โดยชำระเฉพาะดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 12 เดือน ท่านยังคงได้รับใบแจ้งยอดบัญชี เพื่อแจ้งยอดดอกเบี้ยที่ท่านต้องชำระในแต่ละเดือน
  16. หลังจากจบโครงการพักชำระหนี้แล้ว ยอดผ่อนชำระรายเดือนจะเรียกเก็บอย่างไร?
    • ยอดผ่อนชำระรายเดือนที่เรียกเก็บเข้าไปในบัญชีบัตรเครดิตหลังจบโครงการจะแบ่งเป็น 2 ส่วน
      1. ยอดที่เรียกเก็บระหว่างพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จะถูกนำมารวมเป็นยอดคงค้าง และ คิดยอดชำระขั้นต่ำที่ 5%
      2. ยอดผ่อนชำระในงวดหลังการพักชำระฯ จะเรียกเก็บเต็มจำนวนตามปกติ

มาตรการช่วยเหลือ

  1. ลูกค้าปัจจุบันสามารถยื่นขอความช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง?
    • พักชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท ปรับอัตโนมัติทุกราย โดยไม่ต้องติดต่อธนาคาร
      *หากไม่ต้องการรับสิทธิ์นี้ สามารถแจ้ง ความประสงค์ได้ทางเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ลูกค้าสัมพันธ์ หรือ UOB Biz Call Centre 0 2343 3555 หรือ อีเมล BusinessBanking.ServiceCentre@uob.co.th
    • สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง ดอกเบี้ย 2% นาน 2 ปี ไม่มีดอกเบี้ย 6 เดือนแรก สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ ที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินกู้ไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้างชำระทั้งหมด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562
  2. สามารถสมัครขอมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง?
    • ลูกค้าสามารถขอสมัครเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือในครั้งนี้ได้ผ่านช่องทางดังนี้
      • ติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร ทุกสาขา
      • ติดต่อเจ้าหน้าที่ UOB Biz Call Centre 02 343 3555
      • ติดต่อเจ้าหน้าที่ UOB Call Centre 02 285 1555
      • อีเมล BusinessBanking.ServiceCentre@uob.co.th

สินเชื่อโครงการ Soft Loan

  1. ผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่สามารถเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือครั้งนี้?
    • สำหรับสินเชื่อ ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินกู้ระยะยาว
  2. คุณสมบัติลูกค้าที่สามารถขอเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือครั้งนี้?
    • ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งมีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้น เกิน กว่าร้อยละ 50 ของ ทุนจดทะเบียน
  3. สามารถขอวงเงินประเภทไหนได้บ้าง และมีอัตราดอกเบี้ยเท่าไร?
    • โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้นใช้อัตราดอกเบี้ยตามปกติของธนาคาร
  4. วงเงินกู้สูงสุดจากโครงการช่วยเหลือครั้งนี้?
    • ไม่เกิน 20,000,000 บาท (ยี่สิบล้านบาท) นับรวมทุกสถาบัน
  5. สามารถยื่นขอสินเชื่อเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือได้ถึงเมื่อไร?
    • สามารถยื่นขอสินเชื่อผ่านโครงการช่วยเหลือได้จนถึง 31 ธันวาคม 2563 เบิกใช้วงเงินภายใน วันที่ 15 มิถุนายน 2564 หรือ จนกว่าวงเงินโครงการจะหมดลง แล้วแต่ระยะเวลาใดจะถึงกำหนดก่อน
  6. สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง?
    • ลูกค้าสามารถขอสมัครเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือในครั้งนี้ได้ผ่านช่องทางดังนี้
      • ติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร ทุกสาขา
      • ติดต่อเจ้าหน้าที่ UOB Biz Call Centre 02 343 3555
      • ติดต่อเจ้าหน้าที่ UOB Call Centre 02 285 1555

กรอกแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์

คลิกที่นี่